2007/Feb/23

เกริ่นนำ : รายงานทางวิชาการฉบับนี้ เป็นรายงานการศึกษางานวิจัยทางสารสนเทศศาสตร์ ในหัวข้อวิทยานิพนธ์เรื่อง

การพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารงานโรงเรียนที่จัดการศึกษาขั้นพื้นฐานเพื่อใช้ประกอบการศึกษาหลักสูตรศิลปศาสตร์มหาบัณฑิต แขนงวิชาสารสนเทศศาสตร์ ของชุดวิชาการวิจัยทางสารสนเทศศาสตร์

สาขาวิชาศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช

ผู้เขียนขอขอบคุณ คุณศิริชัย สมพงษ์ เจ้าของวิทยานิพนธ์ การพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารงานโรงเรียนที่จัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน และผู้วิจัยท่านอื่นที่ได้กล่าวไว้ในรายงานทางวิชาการฉบับนี้ มา ณ โอกาสนี้

และขอขอบคุณคณาจารย์ที่ได้ให้ความรู้เพื่อการจัดทำรายงานฉบับนี้ หากรายงานฉบับนี้มีความผิดพลาดประการใดหรือมีข้อเสนอแนะอื่นใด ผู้เขียนยินดีน้อมรับไว้ทุกประการ

การศึกษาสรุปหัวข้อสำคัญจากงานวิจัยทางสารสนเทศศาสตร์

1. ชื่อวิทยานิพนธ์: การพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารงานโรงเรียนที่จัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน

2. ชื่อผู้วิจัย: นายศิริชัย สมพงษ์

หน่วยงานที่ดูแลงานวิจัย :แขนงวิชาศึกษาศาสตร์ สาขาวิชาศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช

3. ปีที่ทำการวิจัย: พ.ศ. 2544

4. ความเป็นมา และความสำคัญของปัญหา :

ระบบการศึกษาไดตระหนักถึงความสำคัญของข้อมูลและสารสนเทศที่เป็นปัจจัยที่สำคัญในการพัฒนาประเทศ โดยไดสนับสนุนให้มีการพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการศึกษา เพื่อเสริมประสิทธิภาพ ในการผลิต การจัดเก็บ การให้บริการ และแลกเปลี่ยนข้อมูลและสารสนเทศ มาใช้ในการกำหนด นโยบาย การวางแผนพัฒนาการศึกษา การบริหารการศึกษา และการจัด การศึกษา ให้เป็นระบบมี รูปแบบ และมีมาตรฐานเดียวกัน รวมทั้งส่งเสริมให้มีการใช้เทคโนโลยี ในการเรียนการสอนในทุกระดับ การศึกษา โดยกำหนดแนวทางให้หน่วยงานทางการศึกษาทุกสังกัด พัฒนาระบบข้อมูลอย่างเป็นระบบสามารถเชื่อมโยงข้อมูลซึ่งกันและกันกับแหล่งการเรียนรูต่างๆ ด้วยเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ระบบต่างๆ เพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียน ครู อาจารย์ และประชาชน ทั่วไปสามารถใช้บริการข่าวสารข้อมูลไดอย่างกว้างขวางและรวดเร็ว

จากผลการบริหารโรงเรียนตามแนวปฏิรูปการศึกษาที่ผ่านมา ระบบข้อมูลไมสามารถสนองตอบความต้องการของผู้รับบริการ ข้อมูลและสารสนเทศของโรงเรียนขาดความสมบูรณในเรื่องความถูกต้อง ความครอบคลุม ความทันสมัย และสะดวกต่อการนำไปใช้ และขาดการนำข้อมูลสารสนเทศ ไปใช้ในการวางแผนและตัดสินใจ และสภาพความเป็นจริงในขณะนั้น การจัดเก็บข้อมูล และการนำข้อมูลไปใช้ ของโรงเรียนในสังกัด ยังไมมีการจัดเก็บอย่างเป็นระบบ ส่วนมากจัดเก็บเป็นเอกสาร ไมสะดวกในการนำไปใช้ และยังไมมีการนำโปรแกรมคอมพิวเตอร์มาใช้ในการจัดระบบข้อมูลให้เป็นปัจจุบัน ถูกต้องและทันต่อเหตุการณอันเป็นผลให้การบริหารงานของหน่วยงานลดประสิทธิภาพลงประกอบกับไดมีการจัดสรรครุภัณฑ์คอมพิวเตอร์ ให้แกโรงเรียนประถมศึกษามากขึ้นทั้งเพิ่งการเรียนการสอนและเพื่อใช้ในการบริหารต่อไป ดังนั้นผู้วิจัยในฐานะที่เป็นผู้รับผิดชอบในการจัดการศึกษาระดับจังหวัด มีความต้องการที่จะพัฒนาระบบสารสนเทศ โดยใช้เทคโนโลยีทางคอมพิวเตอร์เพื่อให้การบริหารโรงเรียนในสังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดมีคุณภาพและประสิทธิภาพที่สมบูรณถูกต้อง รวดเร็ว ทันสมัยและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด จึงไดจัดทำวิจัยเรื่องนี้ขึ้น

5. วัตถุประสงค์ของการวิจัย : เพื่อพัฒนาระบบสารสนเทศสำหรับการบริหารงานในโรงเรียนที่จัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ในสังกัดสำนักงานประถมศึกษาจังหวัดอุบลราชธานี

6. วิธีดำเนินการวิจัย :

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง โดยการสร้างต้นแบบ (Prototype) โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูปเพื่อใช้จัดเก็บและประมวลผลข้อมูลการบริหารงานโรงเรียนรวม 7 ด้านประกอบด้วย 1) ด้านข้อมูลทะเบียนนักเรียน 2) ด้านการเรียนของนักเรียน 3) ด้านสุขภาพของนักเรียน 4) ด้านสภาวะทุพโภชนาการของนักเรียน 5) ด้านผลการเรียน 6) ด้านสวัสดิการนักเรียน และ 7) การร่วมกิจกรรมของนักเรียน ในระดับชั้นประถมปีที่ 1 ถึงชั้นประถมปีที่ 6 โดยใช้หลักการและขั้นตอนตามวิธีการเชิงระบบของวงจรพัฒนาระบบสารสนเทศ (System Development Life Cycle : SDLC )

7. สรุปผลการวิจัย

7.1 ภาพรวมของกลุ่มตัวอย่าง : เป็นครูผู้ปฏิบัติงานด้านคอมพิวเตอร์จาก จำนวน 25 คน เป็นเพศชาย 12 คน และเพศหญิง 13 คน ส่วนใหญ่มีวุฒิทางการศึกษาระดับปริญญาตรีและมีอายุอยู่ระหว่าง 41 50 ปี มีประสบการณการปฏิบัติงานด้านคอมพิวเตอร์ ระยะเวลา 1 5 ปี และมีประสบการณการพัฒนาความรูด้านคอมพิวเตอร์โดยการฝกอบรมเพิ่มเติม

7.2 ภาพรวมของโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น พบว่า รายการข้อมูลที่ปรากฏในโปรแกรมการจัดระบบสารสนเทศทั้ง 7 ด้าน รวม 32 รายการ ทุกรายการเป็นข้อมูลที่เป็นความต้องการจำเป็นสำหรับการจัดระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารงานโรงเรียน (อ้างอิงงานวิจัยการศึกษาข้อมูลจำเป็นในการวางแผนพัฒนางานวิชาการของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานประถมศึกษาจังหวัดสิงห์บุรีของ สมชัย ศรีทับทิม)

7.3 การใช้โปรแกรมและการประเมินประสิทธิภาพของโปรแกรม พบว่าความคิดเห็นในการใช้โปรแกรม ด้านการบันทึกและการประมวลผลข้อมูล ด้านประโยชนและความเหมาะสมของโปรแกรมในทุกรายการตามขอบข่ายเนื้อหาที่ปรากฏในโปรแกรม รวมทั้งประสิทธิภาพด้านความสะดวกในการใช้โปรแกรม ด้านความทนทานต่อความผิดพลาดที่เกิดจากการใช้โปรแกรมด้านความคุ้มค่า และความพึงพอใจในการนำโปรแกรมไปใช้ตามขอบข่ายเนื้อหาที่ปรากฏในโปรแกรมทุกรายการ มีคุณภาพอยู่ระดับมากทุกด้าน

7.4 ผลการประเมินคูมือการใช้โปรแกรม ด้านความถูกต้องชัดเจนของเนื้อหา ด้านการใช้ถ้อยคำภาษาที่ง่ายสะดวกต่อการนำไปปฏิบัติ ด้านความเหมาะสมของเนื้อหา ด้านความสมบูรณ์และความครอบคลุมของเนื้อหาตามขอบข่ายของเอกสารคูมือการใช้โปรแกรม พบว่า ทุกรายการของขอบข่ายเนื้อหาเอกสารคูมือการใช้โปรแกรม มีคุณภาพในระดับมาก

8. ข้อเสนอแนะจากการวิจัย ประกอบด้วย 2 ด้านคือ

8.1 ด้านการนำผลวิจัยไปใช้

ก. การพัฒนาโปรแกรมให้ครอบคลุมภาระงานของโรงเรียนทั้งหมด การศึกษาครั้งนี้ผู้วิจัยไดกำหนดกรอบการพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารงานโรงเรียนเฉพาะในส่วนของงานที่เกี่ยวข้องกับตัวผู้เรียน ซึ่งเป็นความพยายามที่จะให้สอดคลองกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.. 2542 ที่มุ่งเน้นให้ความสำคัญกับการพัฒนาผู้เรียนให้เต็มศักยภาพในทุกด้าน จึงยังไมสามารถพัฒนาระบบสารสนเทศให้ครอบคลุมงานบริหารโรงเรียนด้านอื่นๆ ไดครบถ้วน และเห็นว่าควรทำการกำหนดกรอบของการจัดระบบสารสนเทศให้ครอบคลุมงานบริหารโรงเรียนและสอดคลองกับความต้องการจำเป็นมากยิ่งขึ้น

ข. การกำหนดผู้รับผิดชอบ โรงเรียนประถมศึกษาที่นำโปรแกรมการจัดระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารงานโรงเรียนไปใช้ยังขาดความต่อเนื่องในการนำสารสนเทศ และผลการประมวลข้อมูลด้านต่างๆ ไปใช้วางแผนและกำหนดกิจกรรมโครงการที่เกี่ยวข้องให้สอดคลองกัน จึงเห็นควรกำหนดกรอบแนวทางการปฏิบัติงานของผู้บริหารและบุคลากรในโรงเรียน เพื่อให้สามารถนำสารสนเทศดังกล่าวไปใช้ประโยชนอย่างต่อเนื่องและประสบผลสำเร็จมากขึ้น

ค. การจัดทำแบบฟอร์มสำหรับกรอกข้อมูล เนื่องจากการนำโปรแกรมการจัดระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารงานโรงเรียนไปใช้ จะต้องเชื่อมโยงกับการจัดเตรียมข้อมูลนักเรียน เพื่อนำไปบันทึกลงในโปรแกรมตามรายการข้อมูลที่ปรากฏในโปรแกรม ซึ่งมีจำนวนมากและยังขาดระบบในการจัดเตรียมข้อมูลที่ดี ดังนั้นจึงควรจัดทำแบบฟอร์มสำหรับกรอกข้อมูล เพื่อการบันทึกลงในโปรแกรมการจัดระบบสารสนเทศโดยเฉพาะ ซึ่งจะทำให้การจัดเตรียมข้อมูลเพื่อบันทึกลงในโปรแกรมมีระบบ ระเบียบ และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ง. การพัฒนาบุคลากรด้านคอมพิวเตอร์ ควรจัดเตรียมและพัฒนาบุคลากรสายงานการสอนทุกคนที่เกี่ยวข้องในโรงเรียน ที่จะนำโปรแกรมระบบสารสนเทศไปใช้ ให้มีความรูและทักษะการใช้โปรแกรมดังกล่าว โดยเฉพาะการจัดเตรียมข้อมูลนักเรียนแต่ละรายการ การบันทึกข้อมูลนักเรียนลงในโปรแกรม ตลอดจนการประมวลผลข้อมูล และการนำสารสนเทศไปใช้ในการแกปัญหาและพัฒนางานในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

จ. การปรับปรุงฮาร์ดแวร์ เนื่องจากสภาพความพรอมด้านอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟแวร์ที่นำมาใช้ในโรงเรียนประถมศึกษายังมีน้อยมาก ซึ่งยังไมพอเพียงสำหรับการพัฒนาระบบสารสนเทศในโรงเรียนให้ประสบผลสำเร็จ และทั่วถึงอย่างต่อเนื่อง จึงควรให้หน่วยงานต้นสังกัด และผู้เกี่ยวข้องพิจารณาสนับสนุน ช่วยเหลือในเรื่องดังกล่าว ตามความต้องการจำเป็นต่อไป

8.2 ด้านการพัฒนาการวิจัยครั้งต่อไป

ก. การเพิ่มขอบข่ายเนื้อหาระบบสารสนเทศ การวิจัยครั้งนี้มีข้อจำกัดเรื่องระยะเวลาการดำเนินการวิจัย จึงดำเนินการไดเฉพาะการพัฒนาระบบสารสนเทศที่เป็นเพียงต้นแบบ (prototype) เท่านั้น ดังนั้นเพื่อให้ไดระบบสารสนเทศการบริหารงานโรงเรียนที่มีคุณภาพและเหมาะสมมากขึ้น ควรมีการวิจัยทดลองใช้และพัฒนาต้นแบบของระบบสารสนเทศดังกล่าวต่อไปอีก ทั้งในแงขอบเขตพื้นที่การวิจัย กรอบเนื้อหาหรือขอบข่ายเนื้อหาระบบสารสนเทศ และกลุ่มผู้ใช้ระบบสารสนเทศ

ข. การขยายขอบข่ายการวิจัย การวิจัยครั้งนี้มุ่งเน้นการพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารงานโรงเรียนเท่านั้น ยังไมไดศึกษาผลการนำไปใช้อย่างเป็นระบบในมิติด้านอื่นๆ จึงควรศึกษาผลการนำระบบสารสนเทศไปใช้ในรูปแบบหรือวิธีการต่างๆ เช่น การศึกษาเปรียบเทียบตามขนาดของโรงเรียน การศึกษาผลหรือความสัมพันธ์เชิงเหตุผลที่จะเกิดขึ้นต่อคุณภาพในการบริหารงานและการจัดกิจกรรมด้านต่างๆ โดยเฉพาะการบริหารงานวิชาการ การจัดการเรียนการสอนตามแนวทางปฏิรูปการเรียนรูการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา การพัฒนาหลักสูตรระดับสถาน ศึกษา ตลอดจนการแสวงหาความร่วมมือจากชุมชนและผู้ปกครองอีกด้วย

ค. การทดลองใช้ซอฟแวร์อื่นๆ เนื่องจากการวิจัยครั้งนี้ ไดพัฒนาระบบสารสนเทศโดยการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นความรูความสามารถพิเศษของผู้ปฏิบัติและนำไปใช้ จึงเห็นควรดำเนินการวิจัยเพื่อพัฒนารูปแบบหรือโครงสร้างของโปรแกรมระบบสารสนเทศในลักษณะอื่นที่น่าสนใจ สามารถนำเสนอผลไดหลากหลายรูปแบบและประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งนี้เพื่อให้เกิดประโยชนและความสำเร็จในการบริหารงานในสถานศึกษามากยิ่งขึ้น

9. งานวิจัยนี้ให้ข้อค้นพบอะไรที่เป็นประโยชน์ในการแก้ปัญหา หรือพัฒนางานสารสนเทศ

9.1 มุมมองด้านกฎหมายกับการพัฒนางานสารสนเทศ จากฐานความรู้ความคิดเดิมของผู้รายงาน มองว่าคำว่า กฎหมาย หรือ กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับงานสารสนเทศ ทำหน้าที่เป็นเพียงกรอบข้อจำกัดอันมีผลกระทบในการพัฒนางานสารสนเทศเท่านั้น แต่งานวิจัยฉบับนี้ได้ให้แง่คิดมุมมองใหม่กับคำว่า กฎหมาย ข้อกำหนด บทบัญญัติต่างๆ ว่ามีส่วนเสริมความสำคัญของสารสนเทศต่องานวิชาชีพอื่นๆ และช่วยเร่งให้เกิดการพัฒนางานสารสนเทศที่หลากหลายมากขึ้นด้วย ดังเช่นที่ผู้วิจัยกล่าวว่า พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 หมวด ๖ มาตรฐานและการประกันคุณภาพการศึกษา มีนัยสำคัญว่า หากสถานศึกษายังจัดเก็บข้อมูลและสารสนเทศด้วยมือในรูปแบบของแฟ้มเอกสารอยู่ จะทำให้ข้อมูลไม่ครอบคลุม ไม่ทันต่อเหตุการณ์ ไม่สามารถใช้ข้อมูลที่มีอยู่มาพัฒนาคุณภาพการศึกษาในสถานศึกษานั้นๆ ได้ นอกจากนี้ยังอาจก่อให้เกิดความยุ่งยาก เมื่อต้องรับการประเมินภายนอกจากสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (ศิริชัย สมพงษ์ 2544 : 2) และจากนัยสำคัญของพระราชบัญญัตินี้ จึงเป็นแรงผลักดันส่วนหนึ่งที่ทำให้ผู้วิจัยนำไปใช้ในการกำหนดประเด็นปัญหาการวิจัย เพื่อทำการศึกษาวิจัยหัวข้อ การพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารงานโรงเรียนที่จัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ฉบับนี้ขึ้นมา

9.2 บทบาทงานสารสนเทศ จากงานวิจัยกล่าวว่า หากมีการพัฒนาระบบสารสนเทศในการบริหารโรงเรียนโดยใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วย จะช่วยเตรียมความพรอมที่จะรองรับการประเมินคุณภาพภายนอกไดเปนอยางดี อีกทั้งยังสามารถรายงานต่อสาธารณชนไดอย่างเปิดเผยและชัดเจนตามที่กฎหมายกําหนด ส่งผลใหสาธารณชน องคกร และหน่วยงานต่างๆ มีความเชื่อมั่นในระบบการจัด การศึกษายิ่งขึ้น จากคำกล่าวข้างต้นทำให้เห็นว่าสารสนเทศมิได้เป็นเพียงฝ่ายสนับสนุนกระบวนการดำเนินงานขององค์กรเท่านั้น แต่ยังเป็นส่วนเสริมภาพลักษณ์ให้แก่องค์กรในเชิงรุกได้ด้วยเช่นกัน ทำให้ผู้บริหารเห็นความสำคัญของงานสารสนเทศและส่งเสริมให้มีการพัฒนางานสารสนเทศมากขึ้น ช่วยให้เกิดองค์ความรู้ในการพัฒนาประเทศมากขึ้น

9.3 คุณค่าของงานวิจัยด้านสารสนเทศ การวิจัยพัฒนางานสารสนเทศขององค์กรนอกจากจะใช้ในการแก้ปัญหาขององค์กรหรือพัฒนาขึ้นเพื่อสนับสนุนการพัฒนาองค์กร ผู้วิจัยควรให้ความสำคัญกับประโยชน์ของการพัฒนาในระดับสาธารณะมากขึ้นด้วย เพื่อเสริมคุณค่าให้แก่งานวิจัยและบทบาทของสารสนเทศให้ถึงขีดสุด และให้งานวิจัยนั้นได้ถูกนำไปประยุกต์ใช้เป็นประโยชน์ต่อส่วนร่วมได้จริง

9.4 การพัฒนาระบบสารสนเทศกับมาตรฐานเชิงเนื้อหาของระบบ ควรพิจารณามาตรฐานหรือหลักเกณฑ์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาของระบบสารสนเทศนั้นๆ ด้วย เพื่อให้ระบบเกิดการยอมรับและสามารถนำไปใช้ประยุกต์ใช้ได้ในวงกว้าง ดังเช่นงานวิจัยฉบับนี้ได้นำผลการศึกษาข้อมูลที่จำเป็นในการวางแผนพัฒนางานวิชาการของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดสิงห์บุรี ของสมชัย ศรีทับทิม (2539:55-59) ซึ่งรวบรวมได้ถึง 63 รายการ มาพิจารณาประกอบเพื่อจัดทำรายการข้อมูลตามขอบข่ายเนื้อหาที่กำหนดไวในโปรแกรมการจัดระบบสารสนเทศ และผู้วิจัยได้สังเคราะห์รายการทั้งหมดและเลือกใช้เฉพาะส่วนที่มีความสอดคล้องกับงานวิจัยของตน สรุปรวมได้ 32 รายการ

9.5 การขาดแคลนบุคลากรด้านสารสนเทศ จากปัญหาที่เกิดขึ้นในการดำเนินงานพัฒนาระบบสารสนเทศที่ได้จากผลการศึกษาวิจัยหลายฉบับ พบว่าหน่วยงานได้ให้ความสำคัญกับงานสารสนเทศเป็นอย่างมาก แต่กลับพบปัญหาในการพัฒนาระบบสารสนเทศคล้ายคลึงกันคือ ขาดบุคลากรที่มีทักษะเฉพาะด้านที่จะรับผิดชอบโดยตรง รัฐบาลในฐานะองค์กรที่รับผิดชอบกำหนดทิศทางนโยบายของประเทศจึงควรพิจารณาพัฒนากำลังคนด้านสารสนเทศของชาติเพิ่มขึ้น

10. นักศึกษาได้ประเด็นปัญหาการวิจัย วิธีดำเนินการวิจัยหรืออื่นๆ อะไรบ้างที่สามารถนำไปใช้ในการทำวิทยานิพนธ์ต่อไป

10.1 ประเด็นปัญหาการวิจัย

ก. สภาพการใช้ระบบสารสนเทศ และขนาดขององค์กรหรือขนาดของกลุ่มผู้ใช้ระบบสารสนเทศ มีความสัมพันธ์กับคุณภาพของผลลัพธ์ที่ได้จากการสังเคราะห์ของระบบสารสนเทศอย่างมีนัยสำคัญ อันอาจส่งผลให้เกิดการความเข้าใจคลาดเคลื่อนต่อคุณภาพของระบบสารสนเทศ

ข. การเลือกมาตรฐานและหลักเกณฑ์ด้านต่างๆ ทั้งมาตรฐานเชิงเนื้อหาของระบบและมาตรฐานทางเทคโนโลยีสารสนเทศของระบบมาใช้ในการพัฒนาระบบสารสนเทศด้านใดด้านหนึ่ง ควรนำมาตรฐานและหลักเกณฑ์ต่างๆ เหล่านั้นมาปรับใช้มากน้อยเพียงใด ขอบเขตของมาตรฐานที่นำมาใช้กว้างขวางเพียงใด และมาตรฐานเหล่านั้นจะส่งผลต่อคุณภาพ การยอมรับในระบบสารสนเทศ และการนำไปประยุกต์ใช้หรือไม่

วิธีการดำเนินงานวิจัย

10.2

ก. เป็นการทำการวิจัยในลักษณะนี้ทำได้ทั้งการวิจัยเชิงพัฒนา และการวิจัยกึ่งทดลอง โดยการสร้างต้นแบบ(Prototype) โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป ซึ่งเป็นการวิจัยเพื่อสังเคราะห์แนวคิด หลักการและองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้อง ไปใช้พัฒนาระบบสารสนเทศ โดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ต่อไป

ข. การวิจัยเพื่อพัฒนาระบบสารสนเทศ ขั้นตอนการดำเนินงานตามวงจรการพัฒนาระบบของผู้วิจัยแต่ละคนอาจมีความแตกต่างกันไปบ้างในรายละเอียดปลีกย่อย แต่มีส่วนหลักสำคัญๆ 2 ส่วนด้วยกันคือ การวิเคราะห์ระบบ และการพัฒนาออกแบบระบบ ผู้เขียนเห็นว่าเพื่อให้เกิดมีแนวทางการดำเนินการที่ชัดเจนมีระเบียบแบบแผนที่ดีควรใช้วิธีดำเนินการตามขั้นตอนต่างๆ ของวงจรการพัฒนาระบบ (System Development Life Cycle : SDLC) มีขั้นตอนหลักๆ 7 ขั้น ซึ่งจะช่วยผู้วิจัยพัฒนาระบบเข้าใจถึงกิจกรรมพื้นฐานและรายละเอียดต่างๆในการพัฒนาระบบมากขึ้น

บรรณานุกรม

พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 (2542,19 สิงหาคม) ราชกิจจานุเบกษา ฉบับกฤษฎีกา เล่มที่ 116 ตอนที่ 74

มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (2549) ประมวลสาระชุดวิชาการวิจัยทางสารสนเทศศาสตร์ พิมพ์ครั้งที่ 2 นนทบุรี สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช,

ศิริชัย สมพงษ์ (2544) การพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารงานโรงเรียนที่จัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน วิทยานิพนธ์ปริญญาศึกษาศาสตร์มหาบัณฑิต แขนงวิชาบริหารการศึกษา
สาขาวิชาศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช

สมชัย ศรีทับทิม (2538) อมูลที่จําเปนเพื่อการวางแผนพัฒนางานวิชาการของโรงเรียน ในสังกัดสํานักงานการประถมศึกษาจังหวัดสิงหบุรี วิทยานิพนธปริญญาศึกษาศาสตร์มหาบัณฑิต
แขนงวิชาบริหารการศึกษา สาขาวิชาศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช

ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
คอมเมนต์:


smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry ???????????????   ??????????????????
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry ???????????????

<< Home