2007/Feb/23

เกริ่นนำ : รายงานทางวิชาการฉบับนี้ เป็นรายงานการศึกษางานวิจัยทางสารสนเทศศาสตร์ ในหัวข้อวิทยานิพนธ์เรื่อง

การพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารงานโรงเรียนที่จัดการศึกษาขั้นพื้นฐานเพื่อใช้ประกอบการศึกษาหลักสูตรศิลปศาสตร์มหาบัณฑิต แขนงวิชาสารสนเทศศาสตร์ ของชุดวิชาการวิจัยทางสารสนเทศศาสตร์

สาขาวิชาศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช

ผู้เขียนขอขอบคุณ คุณศิริชัย สมพงษ์ เจ้าของวิทยานิพนธ์ การพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารงานโรงเรียนที่จัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน และผู้วิจัยท่านอื่นที่ได้กล่าวไว้ในรายงานทางวิชาการฉบับนี้ มา ณ โอกาสนี้

และขอขอบคุณคณาจารย์ที่ได้ให้ความรู้เพื่อการจัดทำรายงานฉบับนี้ หากรายงานฉบับนี้มีความผิดพลาดประการใดหรือมีข้อเสนอแนะอื่นใด ผู้เขียนยินดีน้อมรับไว้ทุกประการ

การศึกษาสรุปหัวข้อสำคัญจากงานวิจัยทางสารสนเทศศาสตร์

1. ชื่อวิทยานิพนธ์: การพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารงานโรงเรียนที่จัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน

2. ชื่อผู้วิจัย: นายศิริชัย สมพงษ์

หน่วยงานที่ดูแลงานวิจัย :แขนงวิชาศึกษาศาสตร์ สาขาวิชาศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช

3. ปีที่ทำการวิจัย: พ.ศ. 2544

4. ความเป็นมา และความสำคัญของปัญหา :

ระบบการศึกษาไดตระหนักถึงความสำคัญของข้อมูลและสารสนเทศที่เป็นปัจจัยที่สำคัญในการพัฒนาประเทศ โดยไดสนับสนุนให้มีการพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการศึกษา เพื่อเสริมประสิทธิภาพ ในการผลิต การจัดเก็บ การให้บริการ และแลกเปลี่ยนข้อมูลและสารสนเทศ มาใช้ในการกำหนด นโยบาย การวางแผนพัฒนาการศึกษา การบริหารการศึกษา และการจัด การศึกษา ให้เป็นระบบมี รูปแบบ และมีมาตรฐานเดียวกัน รวมทั้งส่งเสริมให้มีการใช้เทคโนโลยี ในการเรียนการสอนในทุกระดับ การศึกษา โดยกำหนดแนวทางให้หน่วยงานทางการศึกษาทุกสังกัด พัฒนาระบบข้อมูลอย่างเป็นระบบสามารถเชื่อมโยงข้อมูลซึ่งกันและกันกับแหล่งการเรียนรูต่างๆ ด้วยเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ระบบต่างๆ เพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียน ครู อาจารย์ และประชาชน ทั่วไปสามารถใช้บริการข่าวสารข้อมูลไดอย่างกว้างขวางและรวดเร็ว

จากผลการบริหารโรงเรียนตามแนวปฏิรูปการศึกษาที่ผ่านมา ระบบข้อมูลไมสามารถสนองตอบความต้องการของผู้รับบริการ ข้อมูลและสารสนเทศของโรงเรียนขาดความสมบูรณในเรื่องความถูกต้อง ความครอบคลุม ความทันสมัย และสะดวกต่อการนำไปใช้ และขาดการนำข้อมูลสารสนเทศ ไปใช้ในการวางแผนและตัดสินใจ และสภาพความเป็นจริงในขณะนั้น การจัดเก็บข้อมูล และการนำข้อมูลไปใช้ ของโรงเรียนในสังกัด ยังไมมีการจัดเก็บอย่างเป็นระบบ ส่วนมากจัดเก็บเป็นเอกสาร ไมสะดวกในการนำไปใช้ และยังไมมีการนำโปรแกรมคอมพิวเตอร์มาใช้ในการจัดระบบข้อมูลให้เป็นปัจจุบัน ถูกต้องและทันต่อเหตุการณอันเป็นผลให้การบริหารงานของหน่วยงานลดประสิทธิภาพลงประกอบกับไดมีการจัดสรรครุภัณฑ์คอมพิวเตอร์ ให้แกโรงเรียนประถมศึกษามากขึ้นทั้งเพิ่งการเรียนการสอนและเพื่อใช้ในการบริหารต่อไป ดังนั้นผู้วิจัยในฐานะที่เป็นผู้รับผิดชอบในการจัดการศึกษาระดับจังหวัด มีความต้องการที่จะพัฒนาระบบสารสนเทศ โดยใช้เทคโนโลยีทางคอมพิวเตอร์เพื่อให้การบริหารโรงเรียนในสังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดมีคุณภาพและประสิทธิภาพที่สมบูรณถูกต้อง รวดเร็ว ทันสมัยและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด จึงไดจัดทำวิจัยเรื่องนี้ขึ้น

5. วัตถุประสงค์ของการวิจัย : เพื่อพัฒนาระบบสารสนเทศสำหรับการบริหารงานในโรงเรียนที่จัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ในสังกัดสำนักงานประถมศึกษาจังหวัดอุบลราชธานี

6. วิธีดำเนินการวิจัย :

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง โดยการสร้างต้นแบบ (Prototype) โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูปเพื่อใช้จัดเก็บและประมวลผลข้อมูลการบริหารงานโรงเรียนรวม 7 ด้านประกอบด้วย 1) ด้านข้อมูลทะเบียนนักเรียน 2) ด้านการเรียนของนักเรียน 3) ด้านสุขภาพของนักเรียน 4) ด้านสภาวะทุพโภชนาการของนักเรียน 5) ด้านผลการเรียน 6) ด้านสวัสดิการนักเรียน และ 7) การร่วมกิจกรรมของนักเรียน ในระดับชั้นประถมปีที่ 1 ถึงชั้นประถมปีที่ 6 โดยใช้หลักการและขั้นตอนตามวิธีการเชิงระบบของวงจรพัฒนาระบบสารสนเทศ (System Development Life Cycle : SDLC )

7. สรุปผลการวิจัย

7.1 ภาพรวมของกลุ่มตัวอย่าง : เป็นครูผู้ปฏิบัติงานด้านคอมพิวเตอร์จาก จำนวน 25 คน เป็นเพศชาย 12 คน และเพศหญิง 13 คน ส่วนใหญ่มีวุฒิทางการศึกษาระดับปริญญาตรีและมีอายุอยู่ระหว่าง 41 50 ปี มีประสบการณการปฏิบัติงานด้านคอมพิวเตอร์ ระยะเวลา 1 5 ปี และมีประสบการณการพัฒนาความรูด้านคอมพิวเตอร์โดยการฝกอบรมเพิ่มเติม

7.2 ภาพรวมของโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น พบว่า รายการข้อมูลที่ปรากฏในโปรแกรมการจัดระบบสารสนเทศทั้ง 7 ด้าน รวม 32 รายการ ทุกรายการเป็นข้อมูลที่เป็นความต้องการจำเป็นสำหรับการจัดระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารงานโรงเรียน (อ้างอิงงานวิจัยการศึกษาข้อมูลจำเป็นในการวางแผนพัฒนางานวิชาการของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานประถมศึกษาจังหวัดสิงห์บุรีของ สมชัย ศรีทับทิม)

7.3 การใช้โปรแกรมและการประเมินประสิทธิภาพของโปรแกรม พบว่าความคิดเห็นในการใช้โปรแกรม ด้านการบันทึกและการประมวลผลข้อมูล ด้านประโยชนและความเหมาะสมของโปรแกรมในทุกรายการตามขอบข่ายเนื้อหาที่ปรากฏในโปรแกรม รวมทั้งประสิทธิภาพด้านความสะดวกในการใช้โปรแกรม ด้านความทนทานต่อความผิดพลาดที่เกิดจากการใช้โปรแกรมด้านความคุ้มค่า และความพึงพอใจในการนำโปรแกรมไปใช้ตามขอบข่ายเนื้อหาที่ปรากฏในโปรแกรมทุกรายการ มีคุณภาพอยู่ระดับมากทุกด้าน

7.4 ผลการประเมินคูมือการใช้โปรแกรม ด้านความถูกต้องชัดเจนของเนื้อหา ด้านการใช้ถ้อยคำภาษาที่ง่ายสะดวกต่อการนำไปปฏิบัติ ด้านความเหมาะสมของเนื้อหา ด้านความสมบูรณ์และความครอบคลุมของเนื้อหาตามขอบข่ายของเอกสารคูมือการใช้โปรแกรม พบว่า ทุกรายการของขอบข่ายเนื้อหาเอกสารคูมือการใช้โปรแกรม มีคุณภาพในระดับมาก

8. ข้อเสนอแนะจากการวิจัย ประกอบด้วย 2 ด้านคือ

8.1 ด้านการนำผลวิจัยไปใช้

ก. การพัฒนาโปรแกรมให้ครอบคลุมภาระงานของโรงเรียนทั้งหมด การศึกษาครั้งนี้ผู้วิจัยไดกำหนดกรอบการพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารงานโรงเรียนเฉพาะในส่วนของงานที่เกี่ยวข้องกับตัวผู้เรียน ซึ่งเป็นความพยายามที่จะให้สอดคลองกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.. 2542 ที่มุ่งเน้นให้ความสำคัญกับการพัฒนาผู้เรียนให้เต็มศักยภาพในทุกด้าน จึงยังไมสามารถพัฒนาระบบสารสนเทศให้ครอบคลุมงานบริหารโรงเรียนด้านอื่นๆ ไดครบถ้วน และเห็นว่าควรทำการกำหนดกรอบของการจัดระบบสารสนเทศให้ครอบคลุมงานบริหารโรงเรียนและสอดคลองกับความต้องการจำเป็นมากยิ่งขึ้น

ข. การกำหนดผู้รับผิดชอบ โรงเรียนประถมศึกษาที่นำโปรแกรมการจัดระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารงานโรงเรียนไปใช้ยังขาดความต่อเนื่องในการนำสารสนเทศ และผลการประมวลข้อมูลด้านต่างๆ ไปใช้วางแผนและกำหนดกิจกรรมโครงการที่เกี่ยวข้องให้สอดคลองกัน จึงเห็นควรกำหนดกรอบแนวทางการปฏิบัติงานของผู้บริหารและบุคลากรในโรงเรียน เพื่อให้สามารถนำสารสนเทศดังกล่าวไปใช้ประโยชนอย่างต่อเนื่องและประสบผลสำเร็จมากขึ้น

ค. การจัดทำแบบฟอร์มสำหรับกรอกข้อมูล เนื่องจากการนำโปรแกรมการจัดระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารงานโรงเรียนไปใช้ จะต้องเชื่อมโยงกับการจัดเตรียมข้อมูลนักเรียน เพื่อนำไปบันทึกลงในโปรแกรมตามรายการข้อมูลที่ปรากฏในโปรแกรม ซึ่งมีจำนวนมากและยังขาดระบบในการจัดเตรียมข้อมูลที่ดี ดังนั้นจึงควรจัดทำแบบฟอร์มสำหรับกรอกข้อมูล เพื่อการบันทึกลงในโปรแกรมการจัดระบบสารสนเทศโดยเฉพาะ ซึ่งจะทำให้การจัดเตรียมข้อมูลเพื่อบันทึกลงในโปรแกรมมีระบบ ระเบียบ และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ง. การพัฒนาบุคลากรด้านคอมพิวเตอร์ ควรจัดเตรียมและพัฒนาบุคลากรสายงานการสอนทุกคนที่เกี่ยวข้องในโรงเรียน ที่จะนำโปรแกรมระบบสารสนเทศไปใช้ ให้มีความรูและทักษะการใช้โปรแกรมดังกล่าว โดยเฉพาะการจัดเตรียมข้อมูลนักเรียนแต่ละรายการ การบันทึกข้อมูลนักเรียนลงในโปรแกรม ตลอดจนการประมวลผลข้อมูล และการนำสารสนเทศไปใช้ในการแกปัญหาและพัฒนางานในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

จ. การปรับปรุงฮาร์ดแวร์ เนื่องจากสภาพความพรอมด้านอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟแวร์ที่นำมาใช้ในโรงเรียนประถมศึกษายังมีน้อยมาก ซึ่งยังไมพอเพียงสำหรับการพัฒนาระบบสารสนเทศในโรงเรียนให้ประสบผลสำเร็จ และทั่วถึงอย่างต่อเนื่อง จึงควรให้หน่วยงานต้นสังกัด และผู้เกี่ยวข้องพิจารณาสนับสนุน ช่วยเหลือในเรื่องดังกล่าว ตามความต้องการจำเป็นต่อไป

8.2 ด้านการพัฒนาการวิจัยครั้งต่อไป