2007/Jan/16

รายงานฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาหลักสูตรศิลปศาสตร์มหาบัณฑิต แขนงวิชาสารสนเทศศาสตร์ ชุดวิชา 13702 การวิจัยทางสารสนเทศศาสตร์ สาขาวิชาศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ผู้เขียนขอขอบคุณ คุณนันทนา ธนาโนวรรณเจ้าของบทความวิจัย และวารสารพยาบาล
หากรายงานฉบับนี้มีความผิดพลาดประการใดหรือมีข้อเสนอแนะอื่นใด ผู้เขียนขออภัยไว้ ณ ที่นี้ และยินดีน้อมรับไว้ทุกประการ

------

รายการทางบรรณานุกรรม

นันทนา ธนาโนวรรณ (2548) ผลของการใช้ระเบียบวิธีวิจัยและจริยธรรมที่แตกต่างกันในการทำวิจัยเรื่องความรุนแรงต่อสตรี วารสารพยาบาล 54, 2 (เมษายน-มิถุนายน) :73-82

คัดย่อโดยสังเขป

การใช้ระเบียบวิธีการวิจัยและจริยธรรมที่แตกต่างกัน ก่อให้เกิดปัญหาและอุปสรรคในการทำอย่างมาก โดยเฉพาะในการแปลผลการวิจัย เนื่องจากการให้คำจำกัดความและชนิดของความรุนแรงยังคลุมเครือ ขาดเครื่องมือที่ได้มาตรฐานในการทำวิจัย นักวิจัยจึงควรมีความเข้าใจที่ถูกต้องต่อระเบียบวิธีการวิจัยที่เหมาะสม และมีหลักจริยธรรมที่ถูกต้องในการทำวิจัย สังเขปดังนี้ 1) การให้คำจำกัดความแตกต่างกันอาจมีสาเหตุจากนักวิจัยมาจากหลายสาขาวิชา การให้คำจำกัดความที่แคบ เช่นผู้ทำร้ายสตรีคือสามีเท่านั้น โดยไม่ได้คำนึงถึงบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องส่งผลอย่างมากต่องานวิจัย เพราะจะได้ตัวเลขที่อาจเป็นข้อมูลที่ต่ำกว่าความเป็นจริง 2) ชนิดของการทำร้าย สามารถแบ่งออกเป็นชนิดของความรุนแรงที่เกิดขึ้นทางกาย จิตใจ อารมณ์ ทางเพศ และการคุกคามทางกายหรือทางเพศ ที่อาจเกิดขึ้นโดยกำลัง วาจา ท่าทาง หรืออาวุธ การทำวิจัยที่จำกัดชนิดความรุนแรงชนิดเดียวย่อมให้ผลการวิจัยที่แตกต่างจากการวิจัยที่แยกชนิดของความรุนแรง 3) การเลือกกลุ่มตัวอย่างและวิธีการสำรวจ สามารถแบ่งได้ 2 วิธีคือ การเลือกกลุ่มตัวอย่างจากสถานที่เฉพาะและจากตัวแทนของประชากรทั่วหมด การเลือกกลุ่มตัวอย่างวิธีแรกได้จำนวนกลุ่มตัวอย่างที่น้อยและเป็นกลุ่มตัวอย่างที่คัดเลือกมาอย่างมีวัตถุประสงค์ ซึ่งวิธีนี้การแปลผลสามารถนำมาอ้างอิงโดยรวมได้น้อยกว่าวิธีที่สอง การคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างต้องคำนึงถึงเกณฑ์การนำเข้าและการคัดออกที่ชัดเจน เช่น เกณฑ์อายุ การศึกษา ภูมิลำเนา เพราะมีผลต่อกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย 4) ช่องว่างของการเก็บรวบรวมข้อมูล มีหลายหน่วยงานเกี่ยวข้อง มีการเก็บรวบรวมข้อมูลไม่เป็นระบบ ไม่มีระบบฐานข้อมูลแน่นอน ข้อมูลที่เก็บมีลักษณะบันทึกไว้เป็นหลักฐาน แต่ไม่ได้สืบค้นสาเหตุหรือปัจจัยเสี่ยงที่เกิดร่วมกับการทำร้าย นอกจากนี้ผู้ตอบแบบสอบถามไม่มีความพร้อมที่จะตอบหรือแบบสอบถามมีความคลุมเครือทำให้ผู้ตอบเกิดความสับสน ต่างมีผลต่อการวิจัยทั้งสิ้น ทำให้ได้ตัวเลขต่ำกว่าความเป็นจริง 5) ความแตกต่างของกรอบเวลาที่ใช้ งานวิจัยส่วนใหญ่เป็นการวิจัยภาคตัดขวางซึ่งการแปลผลมีข้อจำกัดเรื่องเวลา ตรงกันข้ามกับการวิจัยแบบต่อเนื่องที่ใช้เวลายาวกว่าเพื่อสืบค้นสาเหตุและผลกระทบ จึงใช้งบประมาณสูงกว่า 6) ธรรมชาติของความรุนแรงจากการถูกทำร้าย สามารถเกิดขึ้นหลายครั้ง ความรุนแรงทางด้านจิตใจสังเกตได้ยากกว่าทางร่างกายหรือทางเพศ สตรีที่ถูกทำร้ายมักเข้าพบแพทย์ด้วยอาการที่ไม่ชัดเจน เช่น อาการปวดศีรษะ อาการมีเกิดมากขึ้นแต่ไม่สามารถหาสาเหตุแท้จริงได้ ทำให้สูญเสียทรัพยากรมากและไม่สามารถแก้ปัญหาวงจรความรุนแรงได้จริง 7) หลักจริยธรรมในการทำวิจัยที่ละเอียดอ่อนและเป็นเรื่องส่วนตัว ทำให้เก็บข้อมูลยากและได้ข้อมูลที่ต่ำกว่าความเป็นจริง นักวิจัยต้องคำนึงถึงความปลอดภัย การรักษาความลับ และการเคารพสิทธิของผู้เข้าร่วมวิจัย นักวิจัยควรจัดบริเวณตอบคำถามที่เป็นส่วนตัว ใช้รหัสแทนชื่อและเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมวิจัยถอนตัวได้ตลอดหากเกิดความรู้สึกไม่สะดวกใจ

นักวิจัยควรคำนึงถึงปัจจัยต่างๆ ที่จะมีผลกระทบต่อคุณภาพของงานวิจัยอย่างรอบคอบ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านการปฏิบัติและนโยบายในการแก้ปัญหาความรุนแรงต่อสตรีในอนาคต.

---------

ผู้คัดย่อโดยสังเขป : born2benew@hotmail.com


edit @ 2007/01/16 17:19:35

Comment

Comment:

Tweet


อ่านแล้วรู้สึกเห็นด้วยกับผลงานวิจัยชิ้นนี้จังค่ะ
เหตุผลทั้ง 7 ข้อ อ่านไปก็ "ใช่ๆๆ" ไปด้วยเลย อิอิอิ
ไม่รู้ว่ามีผลวิจัยแบบนี้แล้วเค้านำไปพัฒนาแก้ไขอะไรหรือยังอะคะ
ขอบคุณมากนะคะที่เอามาให้อ่าน..
เอามาอีกนะ
#1 by ~ หอมกรุ่น ~ At 2007-05-20 16:15,